เป็นที่รู้ๆกันอยู่แล้วว่า ผักผลไม้มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย แต่บางคนอาจจะยังไม่เข้าใจถึงคุณประโยชน์ของผักผลไม้ต่างๆ เพื่อให้ผู้คนเข้าใจและนำไปสู่การปฏิบัติ สถาบันโภชนาการและมูลนิธิส่งเสริมโภชนาการ จึงจัดทำโปสต์การ์ดผลไม้ เพื่อเผยแพร่ถึงคุณประโยชน์ของผลไม้ โดย ผศ.ดร.รัชนี คงคาฉุยฉาย อาจารย์ฝ่ายเคมีทางอาหารและโภชนาการ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า อยากชวนให้ คนไทยหันมาใส่ใจรับประทานผลไม้ เป็นประจำ คนไทยโชคดีที่เมืองไทยมีผลไม้ที่หลากหลายและราคาไม่แพง อีกทั้งยังเป็นผลไม้ที่มีรสอร่อยอีกด้วย และเพื่อเป็นการรณรงค์ให้คนไทยรู้ถึงประโยชน์ของผลไม้อย่างแพร่หลาย เพื่อให้ หันมาบริโภคผลไม้เพื่อสุขภาพกันมากๆ โดยจัดทำโปสต์การ์ดผลไม้ เพื่อเผยแพร่ถึงคุณประโยชน์ ของผลไม้และปริมาณที่ควรบริโภคใน 1 มื้อ
สำหรับคุณประโยชน์ของผลไม้ อาจารย์รัชนี บอกว่า ผลไม้มีน้ำเป็นส่วนประกอบตั้งแต่ร้อยละ 67-91 ขึ้นอยู่กับชนิดของผลไม้ เมื่อรับประทานแล้วทำให้รู้สึกชุ่มคอและช่วยแก้กระหายได้ นอกจากนี้ผลไม้ยังให้พลังงานแก่ร่างกาย โดยแหล่งของพลังงานในผลไม้มาจากคาร์โบไฮเดรต ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของน้ำตาลธรรมชาติ ได้แก่ น้ำตาลกลูโคส ฟรุคโตส และซูโครส นอกจากนี้ ผลไม้ยังเป็นแหล่งที่สำคัญของวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด รวมทั้งยังเป็นแหล่งของสารอาหารที่มีผลดีต่อสุขภาพ เช่น ใยอาหารและสารต้าน
อนุมูลอิสระ เป็นต้น จากรายงานทางคลินิกและระบาดวิทยาพบว่า การรับประทานผลไม้เป็นประจำสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง อีกด้วย
อาจารย์รัชนีกล่าวต่อว่า สำหรับใยอาหารในผลไม้มีอยู่ 2 ชนิด คือ ใยอาหารชนิดที่ละลายน้ำ และใยอาหารชนิดที่ไม่ละลายน้ำ โดยมีรายงานการวิจัยพบว่า ใยอาหารชนิดละลายน้ำช่วยลดระดับคอเลสเทอรอลชนิดไม่ดีในเลือด และยังช่วยทำให้การย่อยการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตจากอาหารช้าลง ทำให้ น้ำตาลที่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ใยอาหารชนิดที่ไม่ละลายน้ำมีผลดีต่อร่างกายคือช่วยในเรื่องของระบบการขับถ่าย ช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้ นอกจากนี้ วิตามินบางชนิดที่มีในผลไม้ เช่น วิตามินซี เบต้าแคโรทีน ไลโคปีน และวิตามินอีในแง่ของการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยป้องกันเซลล์จากการถูกทำลาย ทำให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายคงสภาพเป็นปกติ
สำหรับโปสต์การ์ดผลไม้นี้มีข้อความทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ซึ่งสามารถนำไปใช้ในโอกาสต่างๆ โปสต์การ์ด 1 ชุด ประกอบด้วย 10 ภาพ จำหน่ายชุดละ 80 บาทพร้อมจัดส่งให้ฟรี รายได้สมทบทุนมูลนิธิส่งเสริมโภชนาการ เพื่อใช้ในการส่งเสริมภาวะโภชนาการของคนไทยต่อไป สนใจสั่งซื้อได้ที่งานประชาสัมพันธ์ สถาบันโภชนาการ โทรศัพท์ 0-2889-3489 หรือ 0-2800-2380 ต่อ 109 ในวันและเวลาราชการ
วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
รีพับลิกันแสบ ตีกลับกม.สุขภาพ อ้างผิดระเบียบ
สมาชิกพรรครีพับลิกันอ้าง กฎหมายประกันสุขภาพบกพร่อง ยังมีข้อผิดพลาดที่ “ละเมิด” กระบวนการทำงานของวุฒิสมาชิกและขัดต่อกฎระเบียบงบประมาณแผ่นดิน บอกให้ส.ส.กลับไปแก้ แล้วมาโหวตใหม่...
สำนักข่าวเอพี,เอเอฟพี และรอยเตอร์รายงานว่า กฎหมายนโยบายฟื้นฟูประกันสุขภาพสหรัฐฯ ซึี่งถือเป็นหนึ่งผลงานช้ินเอกของรัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดี บารัค โอบามา หลังต่อสู้มายาวนานกว่า 40 ปี และปะทะกับสภาคองเกรสร่วมปี ต้องประสบกับอุปสรรคอีกครั้งเมื่อในที่ประชุมระดับวุฒิสมาชิกทั้งฝั่งพรรค รัฐบาลเดโมแครตกับพรรคฝ่ายค้านรีพับลิกันที่ห้ำหั่นกันเมื่อ 25 มี.ค. โดยสมาชิกพรรครีพับลิกันให้ส.ส.กลับไปแก้ไขบทบัญญัติ 2 ข้อย่อยที่เกี่ยวเนื่องกัน แล้วผ่านความเห็นชอบใหม่
บทบัญญัติดังกล่าว เกี่ยวกับโครงการฟื้นฟูทุนการศึกษาเรียนฟรี “เพลล์ แกรนต์” ในระดับวิทยาลัยเขต สำหรับครอบครัวยากจนมีรายได้ต่ำ กับข้อเสนอการปฏิเสธจ่ายยาแก้โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
ข่าวระบุ นายจิม แมนเลย์ โฆษกประจำตัวนายฮาร์รี รีด แกนนำวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต เผยว่า จากการประชุมตลอดคืน วันพุธ (24มี.ค) ล่วงถึงเช้าวันพฤหัสฯ (25มี.ค.) ตามเวลาท้องถ่ิน พรรครีพับลิกัน ซึ่งพยายามหาจุดบกพร่อง หวังสกัดไม่ให้บังคับใช้เป็นกฎหมาย และพยายามลากยาวให้ถึงการเลือกตั้งระดับวุฒิสมาชิกในเดือนพ.ย.นี้ ก็เห็นสิ่งผิดปกติที่อ้างว่า “ละเมิด” กระบวนการทำงานของวุฒิสมาชิกและขัดต่อกฎระเบียบงบประมาณแผ่นดิน
อย่างไรก็ดี พรรคเดโมแครต ก็มั่นใจว่าจะผ่านการลงมติจากกลุ่ม ส.ส. แม้เมื่อวันอาทิตย์ (22มี.ค.) ผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนนฉิวเฉียด และ ผู้นำโอบามาเพ่ิงเซ็นลงนาม ระหว่างนี้ก็ส่งให้วุฒิสมาชิก นำเข้าประชุมเพื่อถกเถียงในรายละเอียด ที่ผ่านมติ จากกลุ่มส.ส. ซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ระหว่างกลุ่มวุฒิสมาชิกกับกลุุ่มส.ส.ในสภาถึงข้อร่างกฎหมายที่บรรจุภาษาต่างกันก่อนที่จะออกกฎหมายบังคับใช้ด้วยภาษาของการลงมติเสียงส่วนใหญ่ทั้งระดับบนและระดับล่าง
ขณะที่ กรณีนี้ไม่มีการร่างกฎหมายเชิงยอมความขึ้น ทำให้บรรดากลุ่ม ส.ส.เห็นควร ให้ใช้การบัญญัติกฎหมายภาคของวุฒิสมาชิกมาลงมติโหวต จนเกิดการปรับเปลี่ยนแก้ไขภาษาต้นฉบับของวุฒิสมาชิก นอกจากนี้ พรรคเดโมแครตเอง ก็วางแผนการเห็นชอบกับการแก้ไขนี้ภายใต้กฎกติกา ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคฝ่ายค้านรีพับลิกันใช้สิทธิคัดค้าน การผ่านญัตติในสภา หวังยื้อไม่มีกำหนดจนกฎหมายฉบับประวัติศาสตร์แท้ง
วันเดียวกัน สำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐฯ (เอฟบีไอ) กำลังตรวจสอบเหตุการณ์คุกคามชีวิตนักการเมือง และ อาจเพ่ิ่มความปลอดภัย หลัง ส.ส.พรรคเดโมแครตอย่างน้อย 10 คนถูกข่มขู่ จากการโหวตผ่านข้อร่างกฎหมายฟื้นฟูประกันสุขภาพ ทั้งขว้างก้อนอิฐใส่สำนักงานสาขาพรรคฯ อย่างน้อย 4 แห่งในนครนิวยอร์ก รัฐอริโซนา และรัฐแคนซัส กับโทรศัพท์ฝากข้อความ และส่งแฟกซ์ด้วยถ้อยคำสาปแช่งหยาบคาย
สำนักข่าวเอพี,เอเอฟพี และรอยเตอร์รายงานว่า กฎหมายนโยบายฟื้นฟูประกันสุขภาพสหรัฐฯ ซึี่งถือเป็นหนึ่งผลงานช้ินเอกของรัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดี บารัค โอบามา หลังต่อสู้มายาวนานกว่า 40 ปี และปะทะกับสภาคองเกรสร่วมปี ต้องประสบกับอุปสรรคอีกครั้งเมื่อในที่ประชุมระดับวุฒิสมาชิกทั้งฝั่งพรรค รัฐบาลเดโมแครตกับพรรคฝ่ายค้านรีพับลิกันที่ห้ำหั่นกันเมื่อ 25 มี.ค. โดยสมาชิกพรรครีพับลิกันให้ส.ส.กลับไปแก้ไขบทบัญญัติ 2 ข้อย่อยที่เกี่ยวเนื่องกัน แล้วผ่านความเห็นชอบใหม่
บทบัญญัติดังกล่าว เกี่ยวกับโครงการฟื้นฟูทุนการศึกษาเรียนฟรี “เพลล์ แกรนต์” ในระดับวิทยาลัยเขต สำหรับครอบครัวยากจนมีรายได้ต่ำ กับข้อเสนอการปฏิเสธจ่ายยาแก้โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
ข่าวระบุ นายจิม แมนเลย์ โฆษกประจำตัวนายฮาร์รี รีด แกนนำวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต เผยว่า จากการประชุมตลอดคืน วันพุธ (24มี.ค) ล่วงถึงเช้าวันพฤหัสฯ (25มี.ค.) ตามเวลาท้องถ่ิน พรรครีพับลิกัน ซึ่งพยายามหาจุดบกพร่อง หวังสกัดไม่ให้บังคับใช้เป็นกฎหมาย และพยายามลากยาวให้ถึงการเลือกตั้งระดับวุฒิสมาชิกในเดือนพ.ย.นี้ ก็เห็นสิ่งผิดปกติที่อ้างว่า “ละเมิด” กระบวนการทำงานของวุฒิสมาชิกและขัดต่อกฎระเบียบงบประมาณแผ่นดิน
อย่างไรก็ดี พรรคเดโมแครต ก็มั่นใจว่าจะผ่านการลงมติจากกลุ่ม ส.ส. แม้เมื่อวันอาทิตย์ (22มี.ค.) ผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนนฉิวเฉียด และ ผู้นำโอบามาเพ่ิงเซ็นลงนาม ระหว่างนี้ก็ส่งให้วุฒิสมาชิก นำเข้าประชุมเพื่อถกเถียงในรายละเอียด ที่ผ่านมติ จากกลุ่มส.ส. ซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ระหว่างกลุ่มวุฒิสมาชิกกับกลุุ่มส.ส.ในสภาถึงข้อร่างกฎหมายที่บรรจุภาษาต่างกันก่อนที่จะออกกฎหมายบังคับใช้ด้วยภาษาของการลงมติเสียงส่วนใหญ่ทั้งระดับบนและระดับล่าง
ขณะที่ กรณีนี้ไม่มีการร่างกฎหมายเชิงยอมความขึ้น ทำให้บรรดากลุ่ม ส.ส.เห็นควร ให้ใช้การบัญญัติกฎหมายภาคของวุฒิสมาชิกมาลงมติโหวต จนเกิดการปรับเปลี่ยนแก้ไขภาษาต้นฉบับของวุฒิสมาชิก นอกจากนี้ พรรคเดโมแครตเอง ก็วางแผนการเห็นชอบกับการแก้ไขนี้ภายใต้กฎกติกา ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคฝ่ายค้านรีพับลิกันใช้สิทธิคัดค้าน การผ่านญัตติในสภา หวังยื้อไม่มีกำหนดจนกฎหมายฉบับประวัติศาสตร์แท้ง
วันเดียวกัน สำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐฯ (เอฟบีไอ) กำลังตรวจสอบเหตุการณ์คุกคามชีวิตนักการเมือง และ อาจเพ่ิ่มความปลอดภัย หลัง ส.ส.พรรคเดโมแครตอย่างน้อย 10 คนถูกข่มขู่ จากการโหวตผ่านข้อร่างกฎหมายฟื้นฟูประกันสุขภาพ ทั้งขว้างก้อนอิฐใส่สำนักงานสาขาพรรคฯ อย่างน้อย 4 แห่งในนครนิวยอร์ก รัฐอริโซนา และรัฐแคนซัส กับโทรศัพท์ฝากข้อความ และส่งแฟกซ์ด้วยถ้อยคำสาปแช่งหยาบคาย
วันพุธที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ประกันสุขภาพไทยจะเอายังไงกันแน่?
เถียงกันมานานว่า หลักประกันสุขภาพที่รัฐบาลหยิบยื่นให้คนไทย ทั้ง 3 ระบบ คือ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ประกันสังคม และหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทำอย่างไรจึงจะให้ผู้ ใช้บริการทั้ง 3 ระบบ ได้รับบริการอย่างเท่าเทียม
มีผู้เคยเปรียบเทียบไว้ว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งมีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปช.) ดูแล ถ้าเป็นรถยนต์คงเทียบได้แค่รถเล็กอย่าง ไดฮัทสุ ถ้าเป็นคนใกล้เคียงที่สุดก็แค่ ชายผู้ผอมโซ
เนื่องจากระบบนี้เป็นนโยบายช่วยเหลือประชาชนระดับรากหญ้าของประเทศ ให้สามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างถ้วนหน้า ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน
แม้ผู้ใช้สิทธิสามารถใช้บริการได้ทั้งผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน ทันตกรรม ค่ายาเวชภัณฑ์ ค่าอาหาร และห้องสามัญในโรงพยาบาล ค่าคลอดบุตร รวมทั้งค่าชดเชยเบื้องต้นกรณีที่ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล โดยสามารถใช้บริการได้ทั้งในโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนที่เป็นคู่สัญญา และสถานพยาบาลในเครือข่าย
แต่ด้วยฐานจำนวนประชากรผู้ใช้สิทธิประโยชน์กลุ่มนี้มีมากที่สุดถึง 47 ล้านคน แถมงบประมาณที่ได้รับจากรัฐ เป็นงบฯแบบปลายปิด (รัฐบาลจ่ายให้ไปล่วงหน้าแล้วไปหาทางควบคุมค่าใช้จ่ายกันเอาเอง)
ปี 2551 ระบบนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐ ในอัตราเหมาจ่ายเพียง 76,598.80 ล้านบาท หรือเฉลี่ยตกหัวละ 2,100 บาทต่อคนต่อปี
ด้วยการบริหารจัดการด้านงบประมาณที่ไม่ลงตัว จึงทำให้ระบบนี้ เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการอย่างหนัก ทั้งในแง่บุคลากรทางการแพทย์และยาที่ใช้รักษาโรค ระบบนี้จึงไม่ต่างกับรถกระป๋องคันเล็ก
เทียบกับ ระบบประกันสังคม ซึ่งมีสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เป็นหน่วยงานดูแล หากเปรียบเป็นรถ คงพอเทียบได้กับเก๋งซีดานขนาดมาตรฐาน อย่าง โตโยต้า รุ่นอัลติส หรือถ้าเป็นคนคงไม่ต่างกับ ชายผู้มีหุ่นสมส่วน คือไม่พุงพลุ้ยหรือผอมโซเกินไป
ระบบนี้เป็นหลักประกันสุขภาพที่รองรับสิทธิของผู้ใช้แรงงานในระบบประกันสังคมทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้นประมาณ 9.84 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 15.8 ของประชากรทั้งประเทศ
แหล่งเงินที่นำมาใช้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลของระบบนี้ ได้รับการสมทบจากรัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง ฝ่ายละเท่ากันในอัตราร้อยละ 1.5 ของเงินเดือนลูกจ้าง
ปี 2551 ระบบประกันสังคม ใช้งบประมาณในการรักษาพยาบาลสมาชิกผู้ประกันตนเป็นเงินทั้งสิ้น 17,666.96 ล้านบาท โดยมีอัตราเหมาจ่ายรายหัว เฉลี่ยรวมอยู่ที่หัวละ 2,133.50 บาท ต่อคนต่อปี
ผู้ประกันตนได้สิทธิในการรับบริการ ทั้งกรณีผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน ทันตกรรม ค่ายาเวชภัณฑ์ อาหาร และห้องสามัญในโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังได้รับชดเชยกรณีคลอดบุตร ตาย หรือพิการ โดยสามารถเข้ารับบริการได้ทั้งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนคู่สัญญา รวมถึงสถานพยาบาลในเครือข่าย
จุดเด่นของระบบประกันสังคม อยู่ที่ผู้ใช้บริการมีสิทธิเลือกสถานพยาบาลซึ่งเข้าร่วมโครงการที่ใกล้ที่สุด เช่น ใกล้บ้าน หรือใกล้ที่ทำงาน แต่สิทธิบางอย่างดีกว่า บางอย่างยังด้อยกว่า เมื่อเทียบกับของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วถือว่า ศักดิ์ศรีของผู้ใช้บริการในระบบประกันสังคมยังเหนือกว่าระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเล็กน้อย
อีกระบบ คือ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งค่อนข้างเป็นที่อิจฉาตาร้อนของผู้ที่อยู่ในระบบอื่น เพราะเมื่อเทียบกับรถยนต์แล้ว หลักประกันสุขภาพของข้าราชการไทย ถ้าไม่ใช่ เบนซ์ ก็ต้อง เล็กซัส หรือหากเป็นคนก็ใช่เลย อาเสี่ยพุงพลุ้ย
เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะข้าราชการเป็นกลุ่มที่ได้รับอภิสิทธิ์ในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ทั้งเพื่อตัวเองและสมาชิกบางคนในครอบครัว จึงได้ชื่อว่า เป็นกลุ่มเดียวที่สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพมากที่สุด ในบรรดาหลักประกันสุขภาพทุกแบบที่รัฐจัดให้
นอกจากสามารถเข้ารับการรักษาฟรีทุกโรค ทั้งในฐานะผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน ใช้บริการทันตกรรม ค่ายาเวชภัณฑ์เบิกได้หมด ยังสามารถใช้ได้ทั้งยานอก และยาที่ผลิตในประเทศ หนำซ้ำทั้งค่าอาหารและค่าห้องพักพิเศษในโรงพยาบาล ก็เบิกได้หมด
ปัจจุบันทั่วประเทศมีจำนวนผู้สามารถใช้สิทธิในระบบนี้รวมทั้งสิ้น 5 ล้านคน
แหล่งเงินที่ใช้จ่ายมาจากงบประมาณของรัฐ ที่พิเศษหรือต่างไปจากระบบอื่น อยู่ตรงที่งบประมาณของระบบนี้เป็นแบบปลายเปิด (สามารถเบิกงบฯได้อิสระ ไม่ค่อยเข้มงวดในการควบคุมรายจ่าย)
ยกตัวอย่าง ปี 2551 กรมบัญชีกลางตั้งงบฯค่ารักษาพยาบาลข้าราชการและบุคคลในครอบครัวไว้จำนวน 38,700 ล้านบาท
แต่มีการเบิกจ่ายใช้จริงสูงถึง 54,904.98 ล้านบาท หรือเฉลี่ยคนกลุ่มนี้ใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลสูงถึง 11,000 บาท ต่อคนต่อปี
สถานที่ซึ่งข้าราชการและสมาชิกในครอบครัวบางคน สามารถไปใช้บริการ คือ โรงพยาบาลของรัฐเป็นหลัก แต่กรณีฉุกเฉินสามารถไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนแบบผู้ป่วยในได้ แต่เบิกได้ทั้งหมดไม่เกิน 3,000 บาท
พูดได้ว่าระบบนี้เหนือชั้นกว่าผู้ที่ใช้บริการในระบบประกันสังคม และสุขภาพถ้วนหน้า 4-5 เท่า
รวมความแล้ว เห็นได้ว่าหลักประกันสุขภาพที่รัฐหยิบยื่นให้แต่ละระบบ ยังไม่เท่าเทียม ประกอบกับ ล่าสุด ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2552 ซึ่งใช้เป็นกรอบและแนวทางกำหนดนโยบายดำเนินงานด้านสุขภาพของประเทศ ได้ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. และทั้ง 2 สภาได้รับทราบในรายละเอียดแล้ว จึงทำให้มีผลผูกพันต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในธรรมนูญดังกล่าว หมวดว่าด้วย "การเงินการคลังด้านสุขภาพ" กำหนดให้นำรูปแบบ การเงินการคลังแบบรวมหมู่ มาใช้กับบริการด้านสาธารณสุข เพื่อให้คนไทยทั้งประเทศมีความเป็นธรรมจากบริการสาธารณสุขที่รัฐสนับสนุน
ว่าไปแล้วเนื้อหาที่เขียนไว้ในธรรมนูญฯ เปรียบเสมือนการโยนก้อนหินถามทางจากภาครัฐ ซึ่งกระแสตอบกลับมีทั้งฝ่ายที่เห็นและไม่เห็นด้วย
ในที่สุดจึงมีการระดมสมองเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้เกิดแก่ผู้ใช้บริการหลักประกันสุขภาพทั้ง 3 ระบบ ก่อนชงให้รัฐบาลหาทางแก้
นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) บอกว่า ล่าสุดมีผู้เสนอทางออกเรื่องนี้ โดยให้ใช้วิธีจัดระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการแบบใหม่ ที่ไม่ทำให้งบประมาณบานปลาย ด้วยการจ่ายงบประมาณแบบปลายปิดเหมือนกับอีก 2 ระบบ
หรือไม่ก็ใช้วิธีกำหนดเพดานสูงสุดว่า แต่ละปีระบบราชการสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เท่าไร
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาการใช้ยาใหม่ ยาราคาแพง หรือใช้ยาเกินความจำเป็น สิ้นเปลืองงบประมาณของรัฐโดยใช่เหตุ
ขณะที่ นพ.สัมฤทธิ์ ศรีธำรงสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวกป.) เสนอวิธีลดความเหลื่อมล้ำของทั้ง 3 ระบบว่า
นอกจากใช้งบประมาณระบบปลายปิดให้เหมือนกันหมดทุกระบบ, ควรส่งเสริมให้เกิดการบริการสุขภาพขั้นต้นอย่างมีคุณภาพมาตรฐานเท่าเทียมกัน ทั้งในเขตเมืองและชนบท
นอกจากนั้น ควรมีระบบติดตามประเมินคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง และมีกลไกกลางเข้าไปตรวจสอบดูแลแต่ละระบบ เพื่อกำกับทิศทางพัฒนาระบบประกันสุขภาพของประเทศให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
มีผู้เคยเปรียบเทียบไว้ว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งมีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปช.) ดูแล ถ้าเป็นรถยนต์คงเทียบได้แค่รถเล็กอย่าง ไดฮัทสุ ถ้าเป็นคนใกล้เคียงที่สุดก็แค่ ชายผู้ผอมโซ
เนื่องจากระบบนี้เป็นนโยบายช่วยเหลือประชาชนระดับรากหญ้าของประเทศ ให้สามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างถ้วนหน้า ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน
แม้ผู้ใช้สิทธิสามารถใช้บริการได้ทั้งผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน ทันตกรรม ค่ายาเวชภัณฑ์ ค่าอาหาร และห้องสามัญในโรงพยาบาล ค่าคลอดบุตร รวมทั้งค่าชดเชยเบื้องต้นกรณีที่ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล โดยสามารถใช้บริการได้ทั้งในโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนที่เป็นคู่สัญญา และสถานพยาบาลในเครือข่าย
แต่ด้วยฐานจำนวนประชากรผู้ใช้สิทธิประโยชน์กลุ่มนี้มีมากที่สุดถึง 47 ล้านคน แถมงบประมาณที่ได้รับจากรัฐ เป็นงบฯแบบปลายปิด (รัฐบาลจ่ายให้ไปล่วงหน้าแล้วไปหาทางควบคุมค่าใช้จ่ายกันเอาเอง)
ปี 2551 ระบบนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐ ในอัตราเหมาจ่ายเพียง 76,598.80 ล้านบาท หรือเฉลี่ยตกหัวละ 2,100 บาทต่อคนต่อปี
ด้วยการบริหารจัดการด้านงบประมาณที่ไม่ลงตัว จึงทำให้ระบบนี้ เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการอย่างหนัก ทั้งในแง่บุคลากรทางการแพทย์และยาที่ใช้รักษาโรค ระบบนี้จึงไม่ต่างกับรถกระป๋องคันเล็ก
เทียบกับ ระบบประกันสังคม ซึ่งมีสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เป็นหน่วยงานดูแล หากเปรียบเป็นรถ คงพอเทียบได้กับเก๋งซีดานขนาดมาตรฐาน อย่าง โตโยต้า รุ่นอัลติส หรือถ้าเป็นคนคงไม่ต่างกับ ชายผู้มีหุ่นสมส่วน คือไม่พุงพลุ้ยหรือผอมโซเกินไป
ระบบนี้เป็นหลักประกันสุขภาพที่รองรับสิทธิของผู้ใช้แรงงานในระบบประกันสังคมทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้นประมาณ 9.84 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 15.8 ของประชากรทั้งประเทศ
แหล่งเงินที่นำมาใช้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลของระบบนี้ ได้รับการสมทบจากรัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง ฝ่ายละเท่ากันในอัตราร้อยละ 1.5 ของเงินเดือนลูกจ้าง
ปี 2551 ระบบประกันสังคม ใช้งบประมาณในการรักษาพยาบาลสมาชิกผู้ประกันตนเป็นเงินทั้งสิ้น 17,666.96 ล้านบาท โดยมีอัตราเหมาจ่ายรายหัว เฉลี่ยรวมอยู่ที่หัวละ 2,133.50 บาท ต่อคนต่อปี
ผู้ประกันตนได้สิทธิในการรับบริการ ทั้งกรณีผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน ทันตกรรม ค่ายาเวชภัณฑ์ อาหาร และห้องสามัญในโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังได้รับชดเชยกรณีคลอดบุตร ตาย หรือพิการ โดยสามารถเข้ารับบริการได้ทั้งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนคู่สัญญา รวมถึงสถานพยาบาลในเครือข่าย
จุดเด่นของระบบประกันสังคม อยู่ที่ผู้ใช้บริการมีสิทธิเลือกสถานพยาบาลซึ่งเข้าร่วมโครงการที่ใกล้ที่สุด เช่น ใกล้บ้าน หรือใกล้ที่ทำงาน แต่สิทธิบางอย่างดีกว่า บางอย่างยังด้อยกว่า เมื่อเทียบกับของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วถือว่า ศักดิ์ศรีของผู้ใช้บริการในระบบประกันสังคมยังเหนือกว่าระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเล็กน้อย
อีกระบบ คือ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งค่อนข้างเป็นที่อิจฉาตาร้อนของผู้ที่อยู่ในระบบอื่น เพราะเมื่อเทียบกับรถยนต์แล้ว หลักประกันสุขภาพของข้าราชการไทย ถ้าไม่ใช่ เบนซ์ ก็ต้อง เล็กซัส หรือหากเป็นคนก็ใช่เลย อาเสี่ยพุงพลุ้ย
เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะข้าราชการเป็นกลุ่มที่ได้รับอภิสิทธิ์ในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ทั้งเพื่อตัวเองและสมาชิกบางคนในครอบครัว จึงได้ชื่อว่า เป็นกลุ่มเดียวที่สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพมากที่สุด ในบรรดาหลักประกันสุขภาพทุกแบบที่รัฐจัดให้
นอกจากสามารถเข้ารับการรักษาฟรีทุกโรค ทั้งในฐานะผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน ใช้บริการทันตกรรม ค่ายาเวชภัณฑ์เบิกได้หมด ยังสามารถใช้ได้ทั้งยานอก และยาที่ผลิตในประเทศ หนำซ้ำทั้งค่าอาหารและค่าห้องพักพิเศษในโรงพยาบาล ก็เบิกได้หมด
ปัจจุบันทั่วประเทศมีจำนวนผู้สามารถใช้สิทธิในระบบนี้รวมทั้งสิ้น 5 ล้านคน
แหล่งเงินที่ใช้จ่ายมาจากงบประมาณของรัฐ ที่พิเศษหรือต่างไปจากระบบอื่น อยู่ตรงที่งบประมาณของระบบนี้เป็นแบบปลายเปิด (สามารถเบิกงบฯได้อิสระ ไม่ค่อยเข้มงวดในการควบคุมรายจ่าย)
ยกตัวอย่าง ปี 2551 กรมบัญชีกลางตั้งงบฯค่ารักษาพยาบาลข้าราชการและบุคคลในครอบครัวไว้จำนวน 38,700 ล้านบาท
แต่มีการเบิกจ่ายใช้จริงสูงถึง 54,904.98 ล้านบาท หรือเฉลี่ยคนกลุ่มนี้ใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลสูงถึง 11,000 บาท ต่อคนต่อปี
สถานที่ซึ่งข้าราชการและสมาชิกในครอบครัวบางคน สามารถไปใช้บริการ คือ โรงพยาบาลของรัฐเป็นหลัก แต่กรณีฉุกเฉินสามารถไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนแบบผู้ป่วยในได้ แต่เบิกได้ทั้งหมดไม่เกิน 3,000 บาท
พูดได้ว่าระบบนี้เหนือชั้นกว่าผู้ที่ใช้บริการในระบบประกันสังคม และสุขภาพถ้วนหน้า 4-5 เท่า
รวมความแล้ว เห็นได้ว่าหลักประกันสุขภาพที่รัฐหยิบยื่นให้แต่ละระบบ ยังไม่เท่าเทียม ประกอบกับ ล่าสุด ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2552 ซึ่งใช้เป็นกรอบและแนวทางกำหนดนโยบายดำเนินงานด้านสุขภาพของประเทศ ได้ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. และทั้ง 2 สภาได้รับทราบในรายละเอียดแล้ว จึงทำให้มีผลผูกพันต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในธรรมนูญดังกล่าว หมวดว่าด้วย "การเงินการคลังด้านสุขภาพ" กำหนดให้นำรูปแบบ การเงินการคลังแบบรวมหมู่ มาใช้กับบริการด้านสาธารณสุข เพื่อให้คนไทยทั้งประเทศมีความเป็นธรรมจากบริการสาธารณสุขที่รัฐสนับสนุน
ว่าไปแล้วเนื้อหาที่เขียนไว้ในธรรมนูญฯ เปรียบเสมือนการโยนก้อนหินถามทางจากภาครัฐ ซึ่งกระแสตอบกลับมีทั้งฝ่ายที่เห็นและไม่เห็นด้วย
ในที่สุดจึงมีการระดมสมองเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้เกิดแก่ผู้ใช้บริการหลักประกันสุขภาพทั้ง 3 ระบบ ก่อนชงให้รัฐบาลหาทางแก้
นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) บอกว่า ล่าสุดมีผู้เสนอทางออกเรื่องนี้ โดยให้ใช้วิธีจัดระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการแบบใหม่ ที่ไม่ทำให้งบประมาณบานปลาย ด้วยการจ่ายงบประมาณแบบปลายปิดเหมือนกับอีก 2 ระบบ
หรือไม่ก็ใช้วิธีกำหนดเพดานสูงสุดว่า แต่ละปีระบบราชการสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เท่าไร
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาการใช้ยาใหม่ ยาราคาแพง หรือใช้ยาเกินความจำเป็น สิ้นเปลืองงบประมาณของรัฐโดยใช่เหตุ
ขณะที่ นพ.สัมฤทธิ์ ศรีธำรงสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวกป.) เสนอวิธีลดความเหลื่อมล้ำของทั้ง 3 ระบบว่า
นอกจากใช้งบประมาณระบบปลายปิดให้เหมือนกันหมดทุกระบบ, ควรส่งเสริมให้เกิดการบริการสุขภาพขั้นต้นอย่างมีคุณภาพมาตรฐานเท่าเทียมกัน ทั้งในเขตเมืองและชนบท
นอกจากนั้น ควรมีระบบติดตามประเมินคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง และมีกลไกกลางเข้าไปตรวจสอบดูแลแต่ละระบบ เพื่อกำกับทิศทางพัฒนาระบบประกันสุขภาพของประเทศให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
สธ.แฉ6ภัย สุขภาพรุมเร้า'คนเมือง'
ผลจากความเป็นเมืองเติบโตอย่างขาดทิศทางที่เหมาะสม ทำให้คนเมืองต้องเผชิญกับภัยคุกคามที่เป็นความเสี่ยงทางสุขภาพ 6 ด้าน....
เมื่อวันที่ 30มี.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข แถลงข่าวการจัดกิจกรรมเนื่องในวันอนามัยโลก วันที่ 7 เม.ย.ว่า ปัจจุบันประชากรทั่วโลกที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง มีมากกว่าร้อยละ 50 หรือประมาณ 3,300 ล้านคน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 67 หรือประมาณ 5,000 ล้านคน ในปี 2573 สำหรับประเทศไทย พบว่า ประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองมีประมาณ ร้อยละ 36 ของประชากรทั้งประเทศหรือประมาณ 22 ล้านคน
โดยคาดว่าในปี 2563 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า ประชากรในเขตเมืองจะเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นร้อยละ 38 หรือประมาณ 25 ล้านคน เนื่องจากการโยกย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยและแหล่งประกอบอาชีพของประชากรจากชนบท เข้าสู่เมือง โดยในปี 2553 องค์การอนามัยโลก(WHO)กำหนดหัวข้อในการรณรงค์ว่า ความเป็นเมือง:ความท้าทายของการสาธารณสุข ซึ่งกรมอนามัยจะใช้กิจกรรม 1,000 เมือง 1,000 ชีวิต เป็นเครื่องมือรณรงค์ โดยจะมีการสรรหาเมืองทั่วประเทศที่มีการจัดการเมืองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ของประชนชน เป็นเมืองดีเด่นและเป็นตัวแทนประเทศไทยในการเสนอผลงานในเวทีเวิลด์เอ็กซ์โป ที่เมืองเซียงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน
ด้าน นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ผลจากความเป็นเมืองเติบโตอย่างขาดทิศทางที่เหมาะสม ทำให้คนเมืองต้องเผชิญกับภัยคุกคามที่เป็นความเสี่ยงทางสุขภาพ 6 ด้าน ได้แก่ 1.การสัมผัสปัจจัยทางสภาพแวดล้อมเพิ่มขึ้น เช่น มลพิษทางอากาศ น้ำ สุขาภิบาลของเสีย 2.การสัมผัสปัจจัยเสี่ยงที่นำสู่โรคไม่ติดต่อเพิ่มขึ้น อาทิ การใช้ยาสูบ อาหารทำลายสุขภาพ การไม่ออกกำลังกายการใช้ยาผิดกฎหมาย 3.การสัมผัสโรคติดต่อเพิ่มขึ้น เช่น เอดส์ วัณโรค ไข้หวัดใหญ่ 2009 4.ความเสี่ยงต่อปัญหาความรุนแรงทางสังคม 5.การบาดเจ็บจากการจราจรทางถนนเพิ่มขึ้นและ6.ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข ทั้งการเกิดโรคระบาด ภัยพิบัติทางธรรมชาติและวิกฤตการณ์ทางมนุษยธรรม
เมื่อวันที่ 30มี.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข แถลงข่าวการจัดกิจกรรมเนื่องในวันอนามัยโลก วันที่ 7 เม.ย.ว่า ปัจจุบันประชากรทั่วโลกที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง มีมากกว่าร้อยละ 50 หรือประมาณ 3,300 ล้านคน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 67 หรือประมาณ 5,000 ล้านคน ในปี 2573 สำหรับประเทศไทย พบว่า ประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองมีประมาณ ร้อยละ 36 ของประชากรทั้งประเทศหรือประมาณ 22 ล้านคน
โดยคาดว่าในปี 2563 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า ประชากรในเขตเมืองจะเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นร้อยละ 38 หรือประมาณ 25 ล้านคน เนื่องจากการโยกย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยและแหล่งประกอบอาชีพของประชากรจากชนบท เข้าสู่เมือง โดยในปี 2553 องค์การอนามัยโลก(WHO)กำหนดหัวข้อในการรณรงค์ว่า ความเป็นเมือง:ความท้าทายของการสาธารณสุข ซึ่งกรมอนามัยจะใช้กิจกรรม 1,000 เมือง 1,000 ชีวิต เป็นเครื่องมือรณรงค์ โดยจะมีการสรรหาเมืองทั่วประเทศที่มีการจัดการเมืองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ของประชนชน เป็นเมืองดีเด่นและเป็นตัวแทนประเทศไทยในการเสนอผลงานในเวทีเวิลด์เอ็กซ์โป ที่เมืองเซียงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน
ด้าน นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ผลจากความเป็นเมืองเติบโตอย่างขาดทิศทางที่เหมาะสม ทำให้คนเมืองต้องเผชิญกับภัยคุกคามที่เป็นความเสี่ยงทางสุขภาพ 6 ด้าน ได้แก่ 1.การสัมผัสปัจจัยทางสภาพแวดล้อมเพิ่มขึ้น เช่น มลพิษทางอากาศ น้ำ สุขาภิบาลของเสีย 2.การสัมผัสปัจจัยเสี่ยงที่นำสู่โรคไม่ติดต่อเพิ่มขึ้น อาทิ การใช้ยาสูบ อาหารทำลายสุขภาพ การไม่ออกกำลังกายการใช้ยาผิดกฎหมาย 3.การสัมผัสโรคติดต่อเพิ่มขึ้น เช่น เอดส์ วัณโรค ไข้หวัดใหญ่ 2009 4.ความเสี่ยงต่อปัญหาความรุนแรงทางสังคม 5.การบาดเจ็บจากการจราจรทางถนนเพิ่มขึ้นและ6.ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข ทั้งการเกิดโรคระบาด ภัยพิบัติทางธรรมชาติและวิกฤตการณ์ทางมนุษยธรรม
วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
เว็บสำหรับผู้รักสุขภาพ
รูปแบบการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบในปัจจุบัน อาจทำให้คุณละเลยหรือให้ความสนใจเพียงเล็กน้อยกับการดูแลสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอาหารการกิน สภาพจิตใจ การออกกำลังกายและการพักผ่อนให้เพียงพอ จึงกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนมีสุขภาพไม่แข็งแรง หรือมีปัญหาด้านสุขภาพ การได้รับรู้ข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ในการป้องกัน บำบัด บรรเทา และรักษาสุขภาพจะช่วยคุณสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเองได้ดีขึ้น โรคบางโรค บางอาการ ก็สามารถป้องกันได้ง่ายๆ ด้วยการใช้ชีวิตอย่างมีสมดุลในทุกๆด้าน เส้นทางสุขภาพได้มีการรวบรวมข้อมูลสุขภาพ สาระน่ารู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ และเว็บสุขภาพ เพื่อให้ทุกท่านมีสุขภาพที่ดีพร้อมความสุขในการดำเนินชีวิต คลิกที่เว็บไซต์ http://www.yourhealthyguide.com
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)