วันพุธที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ประกันสุขภาพไทยจะเอายังไงกันแน่?

เถียงกันมานานว่า หลักประกันสุขภาพที่รัฐบาลหยิบยื่นให้คนไทย ทั้ง 3 ระบบ คือ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ประกันสังคม และหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทำอย่างไรจึงจะให้ผู้ ใช้บริการทั้ง 3 ระบบ ได้รับบริการอย่างเท่าเทียม

มีผู้เคยเปรียบเทียบไว้ว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งมีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปช.) ดูแล ถ้าเป็นรถยนต์คงเทียบได้แค่รถเล็กอย่าง ไดฮัทสุ ถ้าเป็นคนใกล้เคียงที่สุดก็แค่ ชายผู้ผอมโซ



เนื่องจากระบบนี้เป็นนโยบายช่วยเหลือประชาชนระดับรากหญ้าของประเทศ ให้สามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างถ้วนหน้า ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

แม้ผู้ใช้สิทธิสามารถใช้บริการได้ทั้งผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน ทันตกรรม ค่ายาเวชภัณฑ์ ค่าอาหาร และห้องสามัญในโรงพยาบาล ค่าคลอดบุตร รวมทั้งค่าชดเชยเบื้องต้นกรณีที่ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล โดยสามารถใช้บริการได้ทั้งในโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนที่เป็นคู่สัญญา และสถานพยาบาลในเครือข่าย



แต่ด้วยฐานจำนวนประชากรผู้ใช้สิทธิประโยชน์กลุ่มนี้มีมากที่สุดถึง 47 ล้านคน แถมงบประมาณที่ได้รับจากรัฐ เป็นงบฯแบบปลายปิด (รัฐบาลจ่ายให้ไปล่วงหน้าแล้วไปหาทางควบคุมค่าใช้จ่ายกันเอาเอง)

ปี 2551 ระบบนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐ ในอัตราเหมาจ่ายเพียง 76,598.80 ล้านบาท หรือเฉลี่ยตกหัวละ 2,100 บาทต่อคนต่อปี

ด้วยการบริหารจัดการด้านงบประมาณที่ไม่ลงตัว จึงทำให้ระบบนี้ เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการอย่างหนัก ทั้งในแง่บุคลากรทางการแพทย์และยาที่ใช้รักษาโรค ระบบนี้จึงไม่ต่างกับรถกระป๋องคันเล็ก



เทียบกับ ระบบประกันสังคม ซึ่งมีสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เป็นหน่วยงานดูแล หากเปรียบเป็นรถ คงพอเทียบได้กับเก๋งซีดานขนาดมาตรฐาน อย่าง โตโยต้า รุ่นอัลติส หรือถ้าเป็นคนคงไม่ต่างกับ ชายผู้มีหุ่นสมส่วน คือไม่พุงพลุ้ยหรือผอมโซเกินไป

ระบบนี้เป็นหลักประกันสุขภาพที่รองรับสิทธิของผู้ใช้แรงงานในระบบประกันสังคมทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้นประมาณ 9.84 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 15.8 ของประชากรทั้งประเทศ



แหล่งเงินที่นำมาใช้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลของระบบนี้ ได้รับการสมทบจากรัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง ฝ่ายละเท่ากันในอัตราร้อยละ 1.5 ของเงินเดือนลูกจ้าง
ปี 2551 ระบบประกันสังคม ใช้งบประมาณในการรักษาพยาบาลสมาชิกผู้ประกันตนเป็นเงินทั้งสิ้น 17,666.96 ล้านบาท โดยมีอัตราเหมาจ่ายรายหัว เฉลี่ยรวมอยู่ที่หัวละ 2,133.50 บาท ต่อคนต่อปี



ผู้ประกันตนได้สิทธิในการรับบริการ ทั้งกรณีผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน ทันตกรรม ค่ายาเวชภัณฑ์ อาหาร และห้องสามัญในโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังได้รับชดเชยกรณีคลอดบุตร ตาย หรือพิการ โดยสามารถเข้ารับบริการได้ทั้งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนคู่สัญญา รวมถึงสถานพยาบาลในเครือข่าย

จุดเด่นของระบบประกันสังคม อยู่ที่ผู้ใช้บริการมีสิทธิเลือกสถานพยาบาลซึ่งเข้าร่วมโครงการที่ใกล้ที่สุด เช่น ใกล้บ้าน หรือใกล้ที่ทำงาน แต่สิทธิบางอย่างดีกว่า บางอย่างยังด้อยกว่า เมื่อเทียบกับของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วถือว่า ศักดิ์ศรีของผู้ใช้บริการในระบบประกันสังคมยังเหนือกว่าระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเล็กน้อย

อีกระบบ คือ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งค่อนข้างเป็นที่อิจฉาตาร้อนของผู้ที่อยู่ในระบบอื่น เพราะเมื่อเทียบกับรถยนต์แล้ว หลักประกันสุขภาพของข้าราชการไทย ถ้าไม่ใช่ เบนซ์ ก็ต้อง เล็กซัส หรือหากเป็นคนก็ใช่เลย อาเสี่ยพุงพลุ้ย

เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะข้าราชการเป็นกลุ่มที่ได้รับอภิสิทธิ์ในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ทั้งเพื่อตัวเองและสมาชิกบางคนในครอบครัว จึงได้ชื่อว่า เป็นกลุ่มเดียวที่สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพมากที่สุด ในบรรดาหลักประกันสุขภาพทุกแบบที่รัฐจัดให้

นอกจากสามารถเข้ารับการรักษาฟรีทุกโรค ทั้งในฐานะผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน ใช้บริการทันตกรรม ค่ายาเวชภัณฑ์เบิกได้หมด ยังสามารถใช้ได้ทั้งยานอก และยาที่ผลิตในประเทศ หนำซ้ำทั้งค่าอาหารและค่าห้องพักพิเศษในโรงพยาบาล ก็เบิกได้หมด

ปัจจุบันทั่วประเทศมีจำนวนผู้สามารถใช้สิทธิในระบบนี้รวมทั้งสิ้น 5 ล้านคน

แหล่งเงินที่ใช้จ่ายมาจากงบประมาณของรัฐ ที่พิเศษหรือต่างไปจากระบบอื่น อยู่ตรงที่งบประมาณของระบบนี้เป็นแบบปลายเปิด (สามารถเบิกงบฯได้อิสระ ไม่ค่อยเข้มงวดในการควบคุมรายจ่าย)

ยกตัวอย่าง ปี 2551 กรมบัญชีกลางตั้งงบฯค่ารักษาพยาบาลข้าราชการและบุคคลในครอบครัวไว้จำนวน 38,700 ล้านบาท

แต่มีการเบิกจ่ายใช้จริงสูงถึง 54,904.98 ล้านบาท หรือเฉลี่ยคนกลุ่มนี้ใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลสูงถึง 11,000 บาท ต่อคนต่อปี



สถานที่ซึ่งข้าราชการและสมาชิกในครอบครัวบางคน สามารถไปใช้บริการ คือ โรงพยาบาลของรัฐเป็นหลัก แต่กรณีฉุกเฉินสามารถไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนแบบผู้ป่วยในได้ แต่เบิกได้ทั้งหมดไม่เกิน 3,000 บาท

พูดได้ว่าระบบนี้เหนือชั้นกว่าผู้ที่ใช้บริการในระบบประกันสังคม และสุขภาพถ้วนหน้า 4-5 เท่า

รวมความแล้ว เห็นได้ว่าหลักประกันสุขภาพที่รัฐหยิบยื่นให้แต่ละระบบ ยังไม่เท่าเทียม ประกอบกับ ล่าสุด ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2552 ซึ่งใช้เป็นกรอบและแนวทางกำหนดนโยบายดำเนินงานด้านสุขภาพของประเทศ ได้ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. และทั้ง 2 สภาได้รับทราบในรายละเอียดแล้ว จึงทำให้มีผลผูกพันต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในธรรมนูญดังกล่าว หมวดว่าด้วย "การเงินการคลังด้านสุขภาพ" กำหนดให้นำรูปแบบ การเงินการคลังแบบรวมหมู่ มาใช้กับบริการด้านสาธารณสุข เพื่อให้คนไทยทั้งประเทศมีความเป็นธรรมจากบริการสาธารณสุขที่รัฐสนับสนุน

ว่าไปแล้วเนื้อหาที่เขียนไว้ในธรรมนูญฯ เปรียบเสมือนการโยนก้อนหินถามทางจากภาครัฐ ซึ่งกระแสตอบกลับมีทั้งฝ่ายที่เห็นและไม่เห็นด้วย

ในที่สุดจึงมีการระดมสมองเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้เกิดแก่ผู้ใช้บริการหลักประกันสุขภาพทั้ง 3 ระบบ ก่อนชงให้รัฐบาลหาทางแก้

นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) บอกว่า ล่าสุดมีผู้เสนอทางออกเรื่องนี้ โดยให้ใช้วิธีจัดระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการแบบใหม่ ที่ไม่ทำให้งบประมาณบานปลาย ด้วยการจ่ายงบประมาณแบบปลายปิดเหมือนกับอีก 2 ระบบ

หรือไม่ก็ใช้วิธีกำหนดเพดานสูงสุดว่า แต่ละปีระบบราชการสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เท่าไร

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาการใช้ยาใหม่ ยาราคาแพง หรือใช้ยาเกินความจำเป็น สิ้นเปลืองงบประมาณของรัฐโดยใช่เหตุ

ขณะที่ นพ.สัมฤทธิ์ ศรีธำรงสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวกป.) เสนอวิธีลดความเหลื่อมล้ำของทั้ง 3 ระบบว่า

นอกจากใช้งบประมาณระบบปลายปิดให้เหมือนกันหมดทุกระบบ, ควรส่งเสริมให้เกิดการบริการสุขภาพขั้นต้นอย่างมีคุณภาพมาตรฐานเท่าเทียมกัน ทั้งในเขตเมืองและชนบท



นอกจากนั้น ควรมีระบบติดตามประเมินคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง และมีกลไกกลางเข้าไปตรวจสอบดูแลแต่ละระบบ เพื่อกำกับทิศทางพัฒนาระบบประกันสุขภาพของประเทศให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น